noBitter ร่วมกิจกรรมเยี่ยมชมสวนผักชุมชน - noBitter

noBitter ร่วมกิจกรรมเยี่ยมชมสวนผักชุมชน

noBitter ร่วมกิจกรรมเยี่ยมชมสวนผักชุมชน

เมื่อวานผมได้มีโอกาสไปเข้าร่วมกิจกรรมเยี่ยมชมสวนผักชุมชน 2 แห่ง ที่ดอนเมืองและสายไหม เลยได้เห็นความเคลื่อนไหวในอีกมุมนึงของกลุ่มคนที่ให้ความสนใจกับการปลูกผักไว้กินเองเป็นกิจกรรมที่ดีครับ คือ ชาวบ้านในชุมชนรวมตัวกันประมาณสัก 10 ครอบครัว ใช้พื้นที่ส่วนนึงมาทำเป็นแปลงผักปลูกเอง กินเองกันในชุมชน เป็นการพยายามสร้างความยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหารให้กับตัวเอง

ภาพที่เห็นคือการปรับปรุงพัฒนามาอย่างต่อเนื่องหลายปี จนได้ระบบนิเวศน์ขนาดย่อมๆ มีการปลูกไม้ยืนต้นรอบๆ กำแพง มีการปลูกพืชกลิ่นฉุนไว้ล่อแมลงจะได้ไม่ไปกินผัก มีการเลี้ยงไก่เก็บไข่มากินต่อ เอาขี้ไก่แกลบมาทำปุ๋ย แล้วก็มีการเพาะเห็ดด้วย ทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้อุปกรณ์อะไร hitech เลย ลงทุนน้อย ชาวบ้านดูแลกันเองได้ ดูๆ แล้วก็น่าจะเป็นพื้นที่ในฝันของใครหลายคนหลังเกษียณ

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ สำหรับคนที่ไม่เคยทำอาจดูเหมือนง่าย แต่มันมีรายละเอียดเยอะพอสมควรตั้งแต่เรื่องทิศการวางแปลง แนวแสงอาทิตย์ แนวลม การปรับปรุงสภาพดิน การหมักปุ๋ยทำปุ๋ยไว้ใช้เอง มันไม่ใช่อะไรมั่วๆ ใส่เศษอาหารกินเหลือเข้าไปไม่ได้ ปุ๋ยที่ดีต้องมีสัดส่วนของธาตุอาหารที่เหมาะสม มีจุลลินทรีย์ที่ช่วยให้พืชเติบโตได้ดี ทุกอย่างภายใต้ความเรียบง่าย มันมีหลักการวิทยาศาตร์รองรับอยู่

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือทั้งหมดนั้นยังเป็นการทำภายใต้ธรรมชาติจะอำนวย ถ้าช่วงไหนร้อนมากหรือช่วงไหนน้ำท่วม ผักก็อาจจะตายหมด ไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอยู่ดี นอกจากนี้ช่วงเวลาปกติมันก็ไม่ใช่แค่ปล่อยให้ผักโตตามมีตามเกิด ก็ต้องใช้เวลาดูแลมัน ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้เหมาะกับชีวิตของคนเมืองที่มีเวลาน้อย มีภารกิจต้องทำในแต่ละวันมากมาย

ถึงจุดนี้ผมเลยตระหนักถึงความเลื่อมล้ำทางสังคมและความคาดหวังที่มีของผู้คน เวลาที่เราพูดถึงเกษตรในเมือง หลายครั้ง หลายคน มองภาพไม่เหมือนกัน ทุนนิยมทำให้เราทำมากกว่าที่เราจำเป็น ถ้าเราแค่อยากมีชีวิตมีอาหารกินไปวันๆ โอเคเราอาจจะแค่ปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลาในบ้านหรือในชุมชน แค่พอกินพอใช้ เหลือก็ขาย หรือแจกจ่ายเพื่อนๆ คนรู้จัก แต่ถ้าเรามีความฝันอื่นที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ เป็นวิศวกร เป็นหมอ เป็นนักธุรกิจ เราอาจจะต้องซื้อหาความสะดวก ซื้อความมั่นใจจากคนที่เราเชื่อว่าเขาเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ

การทำ Indoor vertical farm เหมือนเรากำลัง play god อยู่ คือ เราสามารถเพาะปลูกได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ไม่ขึ้นกับฤดูกาล เราสามารถปลูกผักอะไรก็ได้ตาม demand ของตลาด ถ้าผู้บริโภคยินดีจ่ายก็จะมีผู้ให้บริการผลิตสินค้าออกมาตอบโจทย์นั้นๆ ซึ่งถ้ามองในมุมของการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร สิ่งนี้จะเป็นทางเลือกหนึ่งของมนุษย์ในอนาคต ที่โลกประสบกับปัญหา global warming จำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้นมากมาย อีกทั้งผู้คนก็อยากจะอาศัยในเมือง การปลูกในเมืองใกล้ผู้บริโภค จะช่วยลดปัญหาจากการขนส่ง ไม่ต้องขนส่งระยะไกล ลด CO2 แล้วก็เอาพื้นที่ outdoor ไปปลูกป่า ปลูกต้นไม้เพิ่ม O2 ได้

แต่อย่างที่เกริ่นไปครับ มันก็ทำให้เราเห็นความเลื่อมล้ำทางสังคม ในช่วงเริ่มต้นของเทคโนโลยีที่ต้องลงทุนสูง ก็จะมีเฉพาะลูกค้าที่มีเงินที่สามารถเข้าถึงสินค้าดีๆ ที่เราผลิต ผักปลูกในระบบปิด ผักคุณค่าทางอาหารสูง ผักที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงแต่ก็มีใบสวยกิ๊ก ผักกิโลละ 500 กิโลละ 1,000 ให้ชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำซื้อ มันเป็นไปไม่ได้ เราคงต้องรอเวลาให้เป็นคำตอบสำหรับเรื่องนี้ จากทฤษฎี Technology Adoption Life Cycle ช่วงเริ่มต้นคนที่เป็นผู้ใช้เป็นลูกค้ายังมีจำนวนน้อย ผู้ผลิตก็น้อย ราคาจึงสูง แต่เมื่อใดที่ผ่านจุดที่เรียกว่า chasm มาได้ เข้าสู่ mainstream market มันจะกลายเป็นราคาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ ธุรกิจที่เข้ามาทำตลาดก่อนอาจจะไม่ได้เปรียบจากการเป็น First mover ซะทีเดียว แต่ก็เรียกว่ามีเวลาในการสร้าง brand love ทำให้คนรู้จัก ทำให้คนรักได้มากกว่า

noBitter เราทำเรื่องนี้มา 3-4 ปีแล้วครับ เราอยากจะเป็นฟาร์มผักใกล้บ้านคุณ ถึงหนทางจะอีกยาวไกล แต่ก็ต้องขอบคุณคุณลูกค้าหลายๆ ท่านที่อุดหนุนผักและสินค้าแปรรูปของเราเรื่อยมา เช่นเคยครับผมฝากบอกต่อเพื่อนๆ คนรู้จัก คนที่คุณรักด้วยนะครับ คิดถึงผักเคล คิดถึง noBitter ครับ

ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง มีชีวิตที่ไม่ขมครับ

วิลาส ฉ่ำเลิศวัฒน์ (Dr.Dink)
noBitter CEO
#FromFarmToFork​ #Kale​ #Superfood #ฟาร์มผักที่พ่อเลือก​ #เคล #ฟาร์มผักกลางเมือง

Leave a Reply

Your email address will not be published.